2010/Oct/30

สวัสดีทุกท่านขอรับ
วันนี้มีชาวเพโคปองพูดคุยกับข้าน้อยเรื่องกลิ่นตด
ฟังดูไม่น่าดม แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนก็เคยมีปัญหานี้เช่นเดียวกัน
ข้าน้อยสนใจ เลยไปศึกษาเพิ่มเติมมาอัพกันให้อ่านขอรับ
.
..................................................
ตด (farts)
 
ขณะที่ทุกท่านทานอาหาร หรือหายใจ
จะมีก๊าซบางส่วนเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร
ผ่านไปทางหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้
รวมถึงการย่อยอาหารบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดก๊าซตามมา
ก๊าซที่ว่า ประกอบด้วยหลายชนิด เช่น Nitrogen, Carbon dioxide
Oxygen, Methane และ Hydrogen sulfide
ก๊าซเหล่านี้ ไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าไปในทางเดินอาหารเช่นเดียวกับสารอาหาร
ซึ่งเลยจะต้องผ่านออกมาทางทวารหนักนั่นเอง
รูป รส กลิ่น เสียง
 
ตด เป็นก๊าซจึงไม่มีรูปร่าง และไม่มีรสชาติ
ก๊าซที่เป็นส่วนประกอบหลักของตด ไม่มีกลิ่น
มีส่วนที่มีกลิ่นคือ ก๊าซ Hydrogen sulfide
ซึ่งมีกลิ่นเหม็น การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของ Sulfer เข้าไป
จะถูกแบคทีเรียในร่างกายย่อยให้เกิดเป็นก๊าซ sulfide และมีกลิ่น
อาหารที่มีส่วนประกอบของ sulfide เช่น ผักกะหล่ำปลี ชีส โซดา
ข้าวโพด นม ขนมปัง และไข่
หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมเวลารับประทานถั่ว จึงตดมาก
เนื่องจากการย่อยอาหารประเภทถั่ว ทำให้เกิดก๊าซมาก จึงทำให้ตดมากขึ้น
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้ทำให้กลิ่นแรงมากขึ้น
ส่วนเสียงที่เกิดขณะตดนั้น เกิดจากการสั่นของทวารหนักขณะที่ลมก๊าซผ่านออกมา
ซึ่งขึ้นอยู่กับความเร็ว ปริมาณ และความกว้าง-แคบ ของทวารหนัก
หากผู้ใดสามารถควบคุมความแคบได้ และให้ปริมาณก๊าซผ่านออกน้อย
จะสามารถลดเสียงที่เกิดขณะตดได้
มีผู้ศึกษาโดยให้ตดให้มีเสียง และรอจนได้กลิ่น
เนื่องจากตด เคลื่อนที่ได้ช้ากว่าความเร็วเสียง
จึงทำให้กลิ่นตามมาหลังจากได้ยินเสียงตดแล้วประมาณ 13-20 วินาที
ผู้หญิง ผู้ชาย และ สัตว์
 
มีการศึกษาพบว่าเพศหญิง เพศชาย มีปริมาณความถี่ในการตดใกล้เคียงกันในแต่ละวัน
ส่วนใหญ่ของการตดมักจะเป็นเวลาเช้า (เรียกว่า Morning thunder) หรือเวลาหลับ
จริงๆ แล้วกลิ่นตดของเพศหญิงจะมีกลิ่นแรงกว่าของเพศชายเสียด้วย
แต่เนื่องจากปริมาณก๊าซในการตดแต่ละครั้ง เพศชายจะมีปริมาณมากกว่า
ทำให้การตดของเพศหญิงในหลายๆ ครั้ง ไม่มีใครสังเกต
เพราะปริมาณน้อยจนไม่ค่อยได้กลิ่น
เชื่อว่า หากชาวเพโคฯ หญิงทานถั่ว แล้วตด จะทำให้กลิ่นแรงกว่าเพศชาย
สัตว์หลายๆ ชนิดมีการตดเช่นเดียวกับชาวเพโคปอง
สัตว์ที่มีการตดคือสัตว์ที่ใช้ระบบลำไส้ในการย่อยอาหาร และมีทวารหนัก
เช่น สุนัข แมว ม้า เต่า หรือแม้กระทั่งปลา
สัตว์จำพวกที่ไม่มีการตด ยกตัวอย่างเช่น ฟองน้ำ หนอนบางชนิด
สัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าปริมาณการตดมากที่สุด คือ ปลวก!
มีการศึกษาพบว่า การตด ของสัตว์ มีผลต่อความร้อนของเพโคปอง (global warming)
โดยเฉพาะวัว และแกะ เนื่องจากมีก๊าซ methane ผลิตออกมามาก
ที่ประเทศนิวซีแลนด์กำลังมีการศึกษา และจะผสมพันธุ์แกะชนิดใหม่
เป็นแกะชนิดที่ตดออกมาไม่มีก๊าซ Methane เพื่อจะลดภาวะเพโคปองร้อน!
อั้น
 
หลายท่านคงเคยมีประสบการณ์ในการอั้นไม่ให้ตดในบางสถานการณ์
แต่พอถึงเวลาที่สามารถตดแล้ว กลับตดไม่ออก เป็นเพราะอะไร
ไม่ใช่ว่าตดนั้นสูญหายไป หรือแทรกซึมออกมา
แต่เป็นเพราะก๊าซเหล่านั้น ย้อนกลับไปในลำไส้ส่วนต้น (ลำไส้เล็ก) แทน
จึงทำให้เวลาจะเบ่งตด จึงไม่ออก
ใช้เวลาสักพัก ตดจึงจะกลับมาอยู่ในลำใส้ใหญ่พร้อมสำหรับการตดอีกครั้ง
(สสารย่อมไม่มีการสูญหาย)
อุณหภูมิของตดจะใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกาย
เนื่องจากมีส่วนประกอบของ Methane ซึ่งเป็นก๊าซติดไฟ จึงเชื่อว่าตดสามารถติดไฟได้
แต่ต้องเป็นตดที่ประกอบด้วยก๊าซ Methane จำนวนมาก
ซึ่งตดทั่วไปนั้น ประกอบด้วย Methane ไม่มาก
ถึงจะเอาไม้ขีดไฟมาจุด ก็ไม่สามารถติดไฟได้
..................................................
อ่านมาจนมึนเฮ้ด
ข้าน้อยขออนุญาตไปตดก่อนนะขอรับ
ขอฝากทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ว่า
ตด ไม่เคยฆ่าใคร และไม่สามารถฆ่าใครได้
เพราะฉะนั้น จึงอย่าอาย และอย่ากลัว ที่จะตด
ขอบคุณทุกท่านที่แวะอ่านขอรับ อัพนี้ไม่มีกลิ่น ไม่ต้องกลัว
ท่านที่สนใจจะอ่านเพิ่มเติม เชิญตาม Link ด้านบนได้ขอรับ

edit @ 30 Oct 2010 20:57:15 by Gunso

Comment

Comment:

Tweet


ตัวหนังสือมองไม่ออกเลยค่ะ
ปรับปรุงพื้นหลังหน่อยน้าสิบโท
#5 by มะเหมี่ยวค่า At 2010-12-04 20:01,
ชอบๆ morning thunder open-mounthed smile

ใครว่าตดเรื่องเล็ก ไม่จริ๊ง!!!
ฮะๆๆๆ
#4 by wein At 2010-10-31 20:36,
ป้าดดด
#3 by wesong At 2010-10-30 22:29,
มันช่าง ...

บอกไม่ถูกเลยทีเดียว =w=
#2 by At 2010-10-30 21:34,
อยากต่อว่าพวกที่หนีคนตดมากๆ ไม่เคยตดในที่แจ้งเลยหรือฟะถึงมาว่าคนอื่นเนี่ย

สาระดี big smile
#1 by Pigwidgeon At 2010-10-30 21:01,